ศาสนาคริสต์

ศาสนาคริสต์ กำเนิดในดินแดนปาเลสไตน์ เป็นศาสนาซึ่งสืบทอดมาจากศาสนายิวหรือยูดาย
คำว่า “ คริสต์ ” เป็นคำมาจากภาษากรีกว่า “ คริสตอส ” (Christos) ซึ่งหมายถึง ผู้ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า

ประวัติพระเยซู

มีหญิงพรหมจารีคนหนึ่งชื่อ มารีย์ หมั้นหมายไว้แล้วกับชายที่ชื่อโยเซฟ ในวันหนึ่งก่อนที่ทั้งสองจะแต่งมีทูตสวรรค์กาเปรียลเข้ามาหามารีย์แล้วพูดว่า “ดูเถิด เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า เยซู” ขณะที่มารีย์ตั้งครรภ์อยู่นั้น จักรพรรดิซีซาร์ออกัสตัสได้มีรับสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โยเซฟและมารีย์จึงต้องเดินทางกลับไปยังเมืองดาวิด เมื่อถึงที่นั้นมารีย์ก็ประสูติบุตรชาย เรื่องราวชีวิตของพระเยซูในช่วงอายุ 12 ปี จนถึงตอนรับศีลจุ่มไม่ได้ถูกบันทึกไว้มากนัก ชาวคริสต์เรียกช่วงนี้ว่า “พระชนม์ชีพเร้นลับของพระเยซูเจ้า” เมื่อพระเยซูอายุ 30 ปี ทรงได้รับศีลจุ่ม หลังจากนั้นก็เสด็จไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อเริ่มกิจจานุกิจ ในระหว่างที่ประกาศศาสนาอยู่ 3 ปี พระองค์ได้อัครสาวก 12 องค์ เพื่อช่วยในการสั่งสอนศาสนา ต่อมาถูกเรียกว่า “อัครทูต” คำสอนของพระเยซูถือว่าเป็นการประกาศศาสนาใหม่ ซึ่งนั้นก็คือ ศาสนาคริสต์ ในระยะแรกๆ มีคนไม่เห็นด้วยจำนวนมาก เนื่องจากคำสอนของพระองค์ผิดจากคำสอนเดิมของศาสนายูดาย และการที่พระองค์กล่าวตำหนิพวกผู้นำศาสนายูดายว่าทำตนไม่เหมาะสมนั้น ทำให้พวกผู้นำในศาสนายูดายไม่พอใจ จึงคิดหาช่องทางที่จะฆ่าพระองค์ ซึ่งพระองค์ก็ทรงทราบว่าจะต้องทุกข์ทรมานเพราะพวกผู้นำศาสนายูดาย จนถูกประหารชีวิต แต่หลังจากถูกประหารชีวิต 3 วัน พระองค์จะฟื้นขึ้นมาใหม่ ยูดาส 1 ใน 12 คน ได้ไปหาพวกผู้นำศาสนายูดาย เพื่อตกลงว่าจะคอยหาทางให้จับพระเยซูได้ เพื่อแลกกับเงิน 30 เหรียญ ซึ่งเรื่องที่ยูดาสคิดทรยศก็ทรงทราบเช่นกัน เมื่อถึงวันต้นเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ พระองค์กับเหล่าสาวกร่วมเสวยอาหารด้วยกัน อาหารที่พระองค์เสวยในคืนนั้น คือ ขนมปังและน้ำองุ่น ซึ่งถือเป็นอาหารมื้อสุดท้ายที่พระองค์เสวยก่อนสิ้นพระชนม์ และหลังจากที่เสวยอาหารยูดาสออกไปจากบ้าน ไม่มีสาวกคนใดทราบว่ายูดาสไปไหน ทันใดนั้น ยูดาสได้พาพวกผู้นำศาสนายูดายมาจับตัวพระองค์ พวกผู้นำศาสนายูดายได้กล่าวหาพระองค์ต่อทางการ และยุประชาชนว่าพระเยซูนั้น พูดดูหมิ่นพระเจ้าและจะยกตัวขึ้นมาเป็นพระเจ้า ประชาชนจึงต้องการให้ปรับโทษพระเยซูถึงตาย ยูดาสเห็นว่าตนเอาทำบาป รู้สึกผิดจึงนำเงินไปคืนพวกผู้นำศาสนายูดาย แต่คนเหล่านั้นไม่สนใจยูดาสจึงทิ้งเงินไว้และผูกคอตาย ในช่วงเทศกาลปัสกา จะมีธรรมเนียมที่เจ้าเมืองจะปล่อยนักโทษคนใดก็ได้ตามใจของประชาชน ในคราวนั้นมีนักโทษชื่อ บารับบัส ซึ่งต้องโทษฆ่าคน พวกผู้นำศาสนายูดายยุให้ประชาชนปล่อยบารับบัส เจ้าเมืองจึงต้องปล่อยบารับบัสและให้โบยตีพระเยซูก่อนนำไปตรึงกางเขนพร้อมกับนักโทษอีก 2 คน เมื่อพระองค์ถูกตรึงบนกางเขนก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ได้ตรัสว่า “พระบิดา ข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระบิดา” เมื่อตรัสเสร็จก็สิ้นพระชนม์ซึ่งวันนั้นเป็นวันศุกร์ที่ 13 พวกยิวไม่ต้องการให้ศพอยู่บนกางเขนจนถึงวันอาทิตย์ เพราะเป็นวันสะบาโต มีชายคนหนึ่งชื่อ โยเซฟ มาขอพระศพของพระเยซูเจ้าไป เพื่อไปประดิษฐานในอุโมงค์ฝังศพใหม่ที่ยังไม่ได้ฝังศพผู้ใดเลย ผ่านไป 3 วัน เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้น มีหญิงคนหนึ่งมาที่อุโมงค์ได้พบทูตของพระเจ้าองค์หนึ่ง ได้กลิ้งก้อนหินออกจากปากอุโมงค์ แล้วกล่าวแก่หญิงคนนั้นว่า พระเยซูทรงฟื้นจากความตายแล้ว หญิงคนนั้นจึงรีบไปบอกสาวกของพระเยซู พวกทหารที่เฝ้าอุโมงค์อยู่ได้ไปเล่าเรื่องให้พวกผู้นำศาสนายูดายฟัง พวกเขาจึงให้เงินพวกทหารและสั่งให้พูดว่า พวกสาวกมาแอบลักศพออกไปตอนกลางคืน หลังจากที่พระเยซูฟื้นจากความตายแล้ว ก็ไปปรากฏให้เหล่าสาวกและคนจำนวนมากเห็น เพื่อที่จะได้เชื่อและวางใจในพระองค์ก่อนจะเสด็จขึ้นสวรรค์ต่อหน้าพวกเขา

นิกายในศาสนาคริสต์

1.นิกายโรมันคาทอลิก

คาทอลิก แปลว่าสากล เป็นนิกายดั้งเดิมที่ยึดมั่นในหลักคำสอนของพระเยซูคริสต์เคารพพระนางมารีย์และนักบุญต่าง ๆ ภายในโบสถ์ของนิกายนี้จะมีรูปเคารพพระเยซูคริสต์ พระแม่มารีย์ และนักบุญต่างๆนิกายนี้ถือว่าบาทหลวงเป็นสื่อกลางระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ นิกายโรมันคาทอลิกมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ นักบุญเปโตร ได้รับการสถาปนาจากพระเยซูให้เป็นผู้ดูแลพระศาสนจักร อาจกล่าวได้ว่า ท่านเป็นสันตะปาปาคนแรกที่ทุกคนต้องยอมรับนับถือและมีศรัทธาเชื่อฟังในฐานะ " ผู้ดูแลฝูงแกะ" ของพระเจ้า ความคิดแบบนี้ได้สืบทอดกันต่อมาจนปัจจุบัน พระสันตะปาปาจึงมิได้อยู่ในฐานะนักบวชเท่านั้น แต่เป็นประมุขสูงสุดของศาสนจักรที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่ง

สมณศักดิ์ทางศาสนา
1.สมเด็จพระสันตะปาปา เป็นประมุขสูงสุด
2.พระคาร์ดินัล เป็นพระสังฆราชที่ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ให้สูงขึ้นมีสิทธิ์เลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่เมื่อองค์เดิมสิ้นพระชนม์
3.พระสังฆราช เป็นประมุขของชาวคริสต์ในระดับท้องถิ่น ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากกรุงวาติกัน
4.บาทหลวง เป็นผู้นำศาสนาในชุมชนต่างๆ
5.ภารดาและแม่ชี เป็นนักบวชชายและหญิงที่คอยรับใช้ศาสนา โดยครองความเป็นโสดไปตลอดชีวิต

พิธีกรรมทางศาสนา
ปฏิบัติทั้ง 7 ข้อ

ประเทศที่นับถือ
ส่วนใหญ่ทางยุโรปใต้และอเมริกาใต้

หลักความเชื่อและหลักการปฏิบัติของนิกายโรมันคาทอลิก
1.เชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพ
2.เชื่อว่าพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อไถ่บาปแทนมนุษย์ด้วยการยอมรับการทรมาน
3.ยกย่องพระนางมารีย์
4.ยกย่องโยเซฟเป็นนักบุญ
5.เชื่อในเรื่องแดนชำระ
6.มีพระสันตะปาปา
7.มีศีลศักดิ์สิทธิ์ 7 พิธี

2.นิกายออร์ธอดอกซ์

ออร์ธอดอกซ์ แปลว่า เป็นที่ยอมรับหรือคิดว่าถูกในคนส่วนมากสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนติน (Constantine the Great) เมื่อพระองค์ได้ตั้งราชธานีใหม่ในภาคตะวันออก แถบประเทศตุรกีในปัจจุบัน พระราชทานนามว่า "คอนสแตนติโนเปิล" (Constantinople) หรือโรมันตะวันออกซึ่งเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรไบแซนไทน์ (Byzantine) อาณาจักรนี้มีความอิสระแยกออกจากโรมันตะวันตกซึ่งมีกรุงโรม (Rome) เป็นศูนย์กลาง แต่เมื่อนานวันอาณาจักรโรมันตะวันออกมีความเข้มแข็งและเป็นอิสระในทุกด้าน จึงตีตนออกห่าง แยกการปกครองเป็นเอกเทศ รวมถึงการปกครองทางศาสนามีความเป็นอิสระจากกรุงโรม ไม่ยอมรับในพระราชอำนาจของพระสันตะปาปา จึงทำให้เกิดการแตกแยกออกเป็นนิกายเพราะไม่อยากอยู่ภายใต้อำนาจของสันตะปาปาซึ่งมีอำนาจมากสูงกว่ากษัตริย์

ส่วนที่แตกต่างจากคาทอลิก
1.ไม่ยอมรับอำนาจของพระสันตะปาปา
2.รูปแบบพิธีกรรม ภาษา การปกครอง และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับนักบุญก็เปลี่ยนแปลงไป

สมณศักดิ์ทางศาสนา
มีเพทริอา เป็นประมุขทางศาสนาของแต่ละประเทศ

พิธีกรรม
ปฎิบัติทั้ง 7 ข้อ

ประเทศที่นับถือ
ยุโรปตะวันออก

หลักความเชื่อและหลักการปฏิบัติของนิกายออร์ธอดอซ์
1.ไม่ขึ้นต่อศาสนจักรและพระสันตะปาปา
2.มีประมุขของแต่ละประเทศเรียกว่า เพทริอา
3.บาทหลวงชั้นผู้น้อยแต่งงานได้ แต่บาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ตั้งแต่ชั้นบิชอปขึ้นไปต้องไม่เคยแต่งงาน
4.ถือว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าในร่างมนุษย์
5.พระนางมารีย์เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา
6.ไม่นับถือ ยกย่องนักบุญทั้งหลาย
7.การรับศีลล้างบาป ใช้การจุ่มตัวลงน้ำ
8.ไม่เชื่อเรื่องแดนชำระ

3.นิกายโปรแตสแตนท์

โปรแตสแตนท์ แปลว่า การประท้วงหรือต่อต้านแยกตัวมาจากนิกายโรมันคาทอลิกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นนิกายที่ถือว่าศรัทธาของแต่ละคนที่มีต่อพระเจ้าสำคัญกว่าพิธีกรรม ซึ่งยังแตกย่อยออกเป็นหลายร้อยคณะ เนื่องจากมีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับคัมภีร์ไบเบิล และการปฏิบัติในพิธีกรรม นิกายนี้ไม่มีนักบวชเชื่อว่าทุกคนสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้โดยมิต้องอาศัยบาทหลวงและถือว่าพระเยซูได้ทรงไถ่บาปแก่ศาสนิกทุกคนไปเมื่อถูกตรึงกางเขนแล้ว นิกายนี้มีเพียงไม้กางเขนเป็นเครื่องหมายแห่งศาสนาเท่านั้น จุดเริ่มต้นที่ประเทศเยอรมนีช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เพื่อคัดค้านแบบโรมันคาทอลิกในปี ค.ศ. 1511 ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในอาราม ลูเทอร์ได้มีโอกาสไปแสวงบุญที่โรม และได้พบเห็นชีวิตของพระสันตะปาปาโอ่โถงหรูหราจนเกือบไม่มีกษัตริย์องค์ใดสู้ได้ และเห็นว่านักบวชไม่ควรดำเนินชีวิตอย่างนั้น จนในปี ค.ศ. 1515 สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 10 อยากจะสร้างโบสถ์ให้งดงามสมตำแหน่งจึงได้ตั้งบัญญัติใหม่ว่า ถึงแม้จะทำความผิดเป็นอุกฉกรรจ์มหันตโทษเพียงไร ก็สามารถล้างบาปได้โดยซื้อใบยกโทษบาป และบรรดานายธนาคารทั้งหลายในประเทศต่าง ๆ ก็ตกลงเป็นเอเยนต์รับฝากเงินที่คนทั้งหลายจะชำระล้างบาปโดยไม่ต้องส่งไปกรุงโรม ลูเทอร์ได้เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ และเรียกประชุมผู้รู้ทั้งหลายมาปรึกษา โต้เถียงกับบัญญัติใหม่ จนเดือนตุลาคม ค.ศ. 1517 ลูเทอร์ได้นำประกาศที่เรียกว่า ”ญัตติ 95 เรื่อง” (The 95 Theses) ไปปิดไว้ที่ประตู้หน้าโบสถ์เมืองวิทเทนแบร์ก ซึ่งมีเนื้อหาประณามการขายใบไถ่บาปของสมเด็จพระสันตะปาปา และการกระทำที่เหลวแหลกอื่น ๆ ความคิดของลูเทอร์ได้รับการสนับสนุนจากมหาชนเยอรมันเป็นจำนวนมาก แล้วแพร่หลายออกไปทั่วยุโรป ทำให้สมเด็จพระสันตะปาปาและฝ่ายสังฆราชไม่พอใจ ลูเทอร์ได้รับหมายการตัดขาดจากศาสนา ทำให้ลูเทอร์ต้องออกจากเขตปกครองของจักรพรรดิ

สมณศักดิ์ทางศาสนา
ไม่มีประมุขของศาสนา

พิธีกรรม
ปฏิบัติเพียง 2 ข้อ คือ ศีลล้างบาป และ ศีลมหาสนิท

ประเทศที่นับถือ
ยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ

หลักความเชื่อและหลักปฏิบัติของนิกายโปรแตสแตนท์
1.ถือว่าคัมภีร์เท่านั้นที่เป็นสิ่งสูงสุด
2.การสารภาพบาป ต้องสารภาพต่อพระเจ้าโดยตรง
3.ไม่มีนักบวช มีแต่ผู้สอนศาสนา เรียกว่า ศาสนาจารย์
4.ศาสนจักรแต่ละประเทศเป็นอสระต่อกัน
5.ไม่ยกย่องและบูชาพระแม่มารีย์ โยเซฟ และนักบุญต่างๆ สัญลักษณ์ คือ ไม้กางเขนอย่างเดียว ไม่มีรูปพระเยซูถูกตรึงอยู่บนกางเขน
6.มีศีลศักดิ์เพียง 2 พิธี คือ ศีลล้างบาป และ ศีลมหาสนิท
7.การล้างบาปของนิกายนี้ ต้องลงไปในบ่อศักดิ์สิทธิ์จุ่มตัวลงไปในน้ำจนมิดศีรษะ
8.พิธีกรรมอื่นไม่ถือว่าเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์

ความแตกต่างของนิกายโรมันคาทอลิกกับนิกายโปรแตสแตนท์

  1. การนับถือพระแม่มารีและนักบุญ นิกายโรมันคาทอลิกนับถือทั้งพระเยซูและพระแม่มารี โดยเชื่อว่าพระแม่มารีพระมารดาของพระเยซู เป็นหญิงพรหมจรรย์ และให้เกียรติพระนางมารีเป็นพิเศษ เรียกว่า "แม่พระ" นอกจากนี้ยังมีการยกย่องนักบุญ (Saint : เซนต์) คือวีรบุรุษและวีรสตรีทางศาสนา องครักษ์ ต่างจาก นิกายโปรเตสแตนต์ซึ่งนับถือแต่พระเยซู ส่วนพระแม่มารีและนักบุญนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญเลย
  2. คัมภีร์ คัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาเดิมของนิกายโรมันคาทอลิก มี 46 เล่ม ขณะที่ของนิกายโปรเตสแตนต์ มี 39 เล่ม โดยคัมภีร์ 7 เล่มที่ฝ่ายโปรเตสแตนต์ไม่ยอมรับเข้าในสารบบนั้น เรียกว่า
    คัมภีร์อธิกธรรม
  3. พิธีกรรม นิกายโรมันคาทอลิก มีพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ ที่ต้องปฏิบัติ 7 พิธี ได้แก่ 1. ศีลล้างบาป 2. ศีลกำลัง 3. ศีลมหาสนิท 4. ศีลบรรพชา 5. ศีลสมรส 6. ศีลอภัยบาป 7. ศีลเจิมผู้ป่วย ต่างจากนิกายโปรเตสแตนต์ที่เหลือเพียง 2 พิธีที่ให้ความสำคัญ คือ ศีลล้างบาป (ศีลจุ่ม หรือบัพติสมา) และศีลมหาสนิท
  4. ประมุขสูงสุด คริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก มีพระสันตะปาปา (Pope) เป็นพระประมุขสูงสุด มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่สันตะสำนัก
  5. วันสำคัญ นิกายโรมันคาทอลิก โดยสำนักวาติกัน มีการกำหนดวันฉลองมากกว่านิกายอื่น (มักเกี่ยวกับพระแม่มารีและนักบุญ)

คัมภีร์ทางศาสนา

เป็นหนังสือที่บอกเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า มนุษย์ ความบาป และแผนการของพระเจ้าในการช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความพินาศอันเนื่องจากความบาปสู่ชีวิตนิรันดร์ เป็นหนังสือที่บันทึกหลักธรรมคำสอนของศาสนาคริสต์ ซึ่งในบางเล่มมีพื้นฐานมาจากหลักคำสอนของศาสนายูดาห์ของชาวยิว คริสตชนทุกคนเชื่อว่าพระคัมภีร์ทุกข้อทุกตอนนั้นมนุษย์เขียนขึ้นโดยการดลใจจากพระเจ้า ประกอบด้วยภาคพันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ พันธสัญญาเดิมถูกเขียนขึ้นก่อนที่พระเยซูเจ้าประสูติ ส่วนพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้นหลังจากพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว โดยบันทึกถึงเรื่องราวของพระเยซูตลอดพระชนม์ชีพ รวมทั้งคำสอน และการประกาศข่าวดีแห่งความรอด การยอมรับการทรมาน และการไถ่บาปของมนุษย์โดยพระเยซู การกลับคืนชีพอย่างรุ่งโรจน์ การส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มายังอัครทูตคัมภีร์ไบเบิลไม่ใช่หนังสือเล่มเดียว แต่เป็นชุดหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยผู้เขียนหลายคนและหลายช่วงเวลา แล้วได้รวมกันเป็นสารบบในปัจจุบันคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ยึดสารบบของคัมภีร์ต่างกัน ทำให้คัมภีร์ไบเบิลของทั้งสองนิกายมีเนื้อหาไม่เท่ากันคริสตจักรโรมันคาทอลิกยึดสารบบเซปตัวจินต์ซึ่งกำหนดให้คัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมมีหนังสือทั้งหมด 46 เล่ม แต่คริสตจักรฝ่ายโปรเตสแตนต์ยึดสารบบแจมเนียซึ่งกำหนดให้ภาคพันธสัญญาเดิมประกอบด้วยหนังสือ 39 เล่ม

พระธรรมคำสั่งสอนที่สำคัญ

บัญญัติ 10 ประการ
1.เจ้าจงอย่ามีพระเจ้าอื่นใดต่อหน้าเรา
2.เจ้าจงอย่าสร้างรูปเคารพสำหรับคนเป็นสัณฐานรูปใด ๆ ซึ่งมีอยู่ในท้องฟ้า อากาศเบื้องบน หรือแผ่นดินเบื้องล่าง หรือในน้ำ ใต้แผ่นดิน อย่ากราบไหว้ ปฏิบัติรูปนั้น ๆ ด้วยเราคือ พระยาห์เวห์พระเจ้าเบื้องบนของเจ้า เป็นผู้ทรงหวงแหน ให้โทษของบิดา ซึ่งชังเราติดถึงลูกหลาน กระทั่ง ๓-๔ ชั่วอายุคน แต่แสดงกรุณาต่อผู้ที่รักเรา และรักษาบัญญัติของเราหลายพันชั่วอายุคน
3.อย่าออกพระนามพระยาห์เวห์ พระเจ้าของเจ้าเปล่า ๆ ด้วยผู้ที่ออกนามของพระองค์ท่านเล่นเปล่า ๆ นั้น พระเจ้าจะไม่ทรงปรับโทษก็หามิได้
4.จงนับถือวันสะบาโต (sabbath day คือ วันเสาร์เป็นวันบริสุทธิ์ จงทำงานของเจ้าให้เสร็จใน ๖ วัน โดยสามารถตรวจสอบได้จากพระคัมภีร์กล่าวเกี่ยวกับพระเยซูทรงฟื้นขึ้นหลังวันสะบาโต ซึ่งก็คือวันต้นสัปดาห์ และวันต้นสัปดาห์ตามหลักสากลก็คือวันอาทิตย์ แต่วันที่ ๗ เป็นวันสะบาโตของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นจงอย่าทำงานใด ๆ คือเจ้าเองหรือบุตรธิดาของเจ้า หรือทาสของเจ้า หรือบรรดาสัตว์ใช้งานของเจ้า หรือแขกผู้อาศัยอยู่ข้างในประตูเมืองของเจ้า ทั้งนี้ เพราะพระเจ้าได้สร้างฟ้าแผ่นดิน และทะเล และทุกสิ่งที่มีอยู่ในที่ทั้งปวงนั้น จึงทรงพักในวันที่ ๗ ฉะนั้น พระเจ้าจึงทรงอวยพรแต่วันสะบาโต และทรงถือว่าเป็นวันบริสุทธิ์)
5.จงนับถือบิดา มารดาของตน เพื่อเจ้าจะได้มีชีวิตยืนนานอยู่บนแผ่นดินที่พระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า ประทานแก่เจ้า
6.อย่าฆ่าคน
7.อย่าล่วงประเวณีในลูกเมียของเขา
8.อย่าขโมย
9.อย่าเป็นพยานเท็จต่อเพื่อนบ้านของเจ้า
10.อย่าโลภอยากได้เรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภมากอยากได้เมียของเพื่อนบ้าน หรือทาสของเขา โค ลา ของเขา หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดของเพื่อนบ้านนั้น

หลักตรีเอกานุภาพ
สภาวะที่พระเจ้ามีพระองค์เดียวเป็นเอกภาพ แต่แบ่งเป็นสามพระบุคคล คือ พระบิดา พระบุตร (เชื่อว่าเกิดเป็นพระเยซู) และพระวิญญาณบริสุทธิ์ “สามพระบุคคลในพระเจ้าองค์เดียว” สามสิ่งนี้แตกต่างกันแต่มีธรรมชาติพระเจ้าองค์เดียว และปรัชญายังกล่าวต่อไปว่าพระบุตรหรือพระเยซูเป็นสองภาคในขณะเดียวกันคือเป็นพระเจ้าและขณะเดียวกันก็เป็นมนุษย์
"พระเจ้าพระบิดา" เป็นคำที่ใช้เรียกพระเจ้าในศาสนาคริสต์ ทรงเป็นผู้สร้าง ผู้บัญญัติธรรม และผู้ปกป้อง
"พระบุตร" พระเยซู
"พระวิญญาณบริสุทธิ์" (อังกฤษ: Holy spirit) หรือที่ชาวคาทอลิกเรียกว่าพระจิต แต่แต่ละศาสนาก็มีความเชื่อเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์แตกต่างกัน

ความรัก
ความรักในศาสนาคริสต์ ไม่มีความรักใดใหญ่เท่ากับการพลีชีพของตนเพื่อคนอื่น บทบัญญัติแห่งความรัก คือ ข้อสรุปของบัญญัติ 10 ประการ บทบัญญัติที่สำคัญที่สุดคือ “จงรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจ สุดความคิด และสุดกำลังของท่าน” และ “จงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเอง”

อาณาจักรพระเจ้า
ชาวยิว หมายถึง ดินแดนคานาอัน สำหรับพระเยซูคริสต์อาณาจักรพระเจ้าเป็นอาณาจักรแห่งจิตใจ ใครก็ตามที่มีจิตใจบริสุทธิ์ก็เป็นบุตรของพระเจ้าเป็นสมาชิกของอาณาจักรของพระองค์ และมิใช่โลกนี้แต่เป็นสวรรค์

พิธีกรรมทางศาสนา

1.ศีลล้างบาป เป็นพิธีกรรมแรกที่ผู้จะเป็นคริสต์ต้องรับ โดยใช้น้ำเทลงบนศีรษะ 3 ครั้ง เด็กเกิดใหม่ทุกคนต้องรับศีลนี้ ทำได้ครั้งเดียว ผู้ที่ทำพิธีนี้คือ บาทหลวง นิกายโปรแตสแตนท์ เรียกว่า ศีลบัพติศนาหรือศีลจุ่ม
2.ศีลกำลัง เป็นพิธีที่เจิมด้วยน้ำมันสำหรับเด็กที่โตรู้รับผิดชอบแล้ว เป็นรูปกางเขนที่หน้าผากเพื่อเป็นการยืนยันว่า ต้องการเป็นคริสต์ มุขนายกมิสซังเป็นผู้ประกอบพิธี
3.ศีลมหาสนิท เรียกว่า มิสซา ซึ่งชาวคริสต์ทุกคนต้องไปร่วมพิธีในโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เป็นการระลึกถึงชีวิตและคำสอนของพระเยซูทั้งหมด บาทหลวงเป็นผู้ประกอบพิธี มีการสวด อ่านคัมภีร์ บาทหลวงจะให้ขนมปังและเหล้าองุ่นที่เสกแล้วแก่ผู้ที่เข้าร่วมพิธี
4.ศีลแก้บาป เป็นพิธีที่ชาวคริสต์สำนึกตนว่าได้กระทำบาป เข้าไปหาบาทหลวงเพื่อทำการสารภาพบาปนั้น และขออภัยโทษจากพระเจ้า
5.ศีลเจิมคนไข้ เป็นพิธีการเจิมคนไข้ด้วยน้ำมันโดยบาทหลวง คนไข้ต้องป่วยหนักหรือป่วยเรื้อรัง เป็นการเจิมครั้งสุดท้ายก่อนตาย จุดมุ่งหมายเพื่อให้เขาสำนึกว่าพระเจ้าอยู่กับเขา และเป็นผู้ให้พลังต่อสู้กับโรคภัย
6.ศีลบวช เป็นพิธีที่มุขนายกมิสซัง โปรดให้ผู้ชายบางคนที่เตรียมตัวมา และได้รับการคัดเลือกให้ทำหน้าที่เป็นผู้อภิบาล ประกอบพิธีทางศาสนา ทำให้ผู้รับการบวชเป็นบาทหลวง
7.ศีลสมรส พิธีกรรมที่คู่สมรสกระทำต่อบาทหลวง เพื่อเป็นพยานในความรัก คู่สมรสเมื่อทำพิธีแล้วไม่มีสิทธิ์ที่จะแยกจากกันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะสิ้นชีวิต

จุดหมายปลายทางของศาสนาคริสต์

ศาสนาคริสต์มีจุดหมายปลายทางที่เป็นความสุขนิรันดร์ คือ สวรรค์อันเป็นอาณาจักรของพระเจ้า

สัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์

สัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ คือ ไม้กางเขน ซึ่งใช้ตรงกันทุกนิกาย ไม้กางเขนประกอบด้วยไม้ 2 ท่อน ท่อนหนึ่งอยู่ในแนวดิ่ง อีกท่อนหนึ่งอยู่ในแนวราบ ไม้ที่ชี้ขึ้นข้างบน หมายถึง ความรับผิดชอบที่มนุษย์มีต่อพระเจ้า ส่วนไม้แนวขวางชี้ออกไป 2 ข้างนั้น หมายถึง ความรับผิดชอบที่แต่ละคนมีต่อเพื่อนบ้าน ความหมายนี้นับว่าถูกต้องเหมาะสมกับหลักคำสอนของศาสนาคริสต์อย่างยิ่ง เพราะศาสนาคริสต์สอนให้รักพระเจ้าสุดชีวิตจิตใจและสอนให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

 

ศาสนาอิสลาม

คำว่า อิสลาม เป็นภาษาอาหรับแปลว่า การยินยอมหรือการนอบน้อม คือการยินยอมต่อพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งก็คือ พระอัลลอฮฺ
ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาสำคัญหนึ่งของโลก ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งสันติ มีประชาชนที่นับถือมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากศาสนาคริสต์

ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาเอกเทวนิยม สาวกของศาสนาอิสลาม เรียกว่า มุสลิม มุสลิมเชื่อว่า พระเจ้าเป็นหนึ่งและหาที่เปรียบไม่ได้ และจุดประสงค์ของการดำรงอยู่ คือ เพื่อรักและรับใช้พระเจ้ามุสลิมส่วนใหญ่เป็นนิกายซุนนีย์ คือ ชีอะฮ์  ประเทศมุสลิมใหญ่ที่สุด คือ อินโดนีเซีย พระอัลลอฮฺ คือ พระผู้สร้าง ผู้ค้ำจุ้น พระประสงค์ของพระองค์ได้รับการเปิดเผยให้เป็นที่รู้จักในคัมภีร์อัลกรุอาน ว่าด้วยการสวามิภักดิ์ต่อพระผู้เป็นเจ้าจะทำให้มนุษย์ได้พบกับสันติภาพทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ตั้งแต่แรกเริ่มของการกำเนิดของมนุษย์ คือ นบีอาดัม ผ่านศาสดามาหลายท่านในแต่ละยุคสมัย จนถึงศาสดาท่านสุดท้ายคือมุหัมมัด พระโองการแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่ทยอยลงมาในเวลา 23 ปี ได้รับการรวบรวมขึ้นเป็นเล่มมีชื่อว่า อัลกุรอาน เพื่อที่มนุษย์จะได้ยึดเป็นแบบอย่าง และแนวทางในการครองตนบนโลกนี้อย่างถูกต้องก่อนกลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้า สาส์นแห่งอิสลามที่ถูกส่งมาให้แก่มนุษย์ทั้งมวลมีจุดประสงค์หลัก 3 ประการคือ
1.เป็นอุดมการณ์ที่สอนมนุษย์ให้ศรัทธาในอัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว
2.เป็นธรรมนูญสำหรับมนุษย์ เพื่อให้เกิดความสงบสุขในชีวิตส่วนตัว และสังคม
3.เป็นจริยธรรมอันสูงส่งเพื่อการครองตนอย่างมีเกียรติ

ประวัติของท่านนบีมูฮัมหมัด

เกิดที่มหานครมักกะหฺ (เมกกะ) ตรงไกับวันจันทร์ที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ในปีช้าง ตรงกับ ค.ศ. 570 ในตอนแรกเกิดวรกายของมุฮัมมัด มีรัศมีสว่างไสวและมีกลิ่นหอม เป็นศุภนิมิตบ่งถึงความพิเศษของทารก มูฮัมหมัดเป็นบุตรของ นายอับดุลลอฮฺ และ นางอามีนะฮ์ นายอับดุลลอฮฺได้ถึงแก่กรรมก่อนมูฮัมหมัดประสูติ 8 วัน ต่อมา นางอามีนะฮ์ ได้มอบมูฮัมหมัดให้อยู่ในความดูแลของแม่นมชื่อ หะลีมะฮ์ ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่นอกมหานคร ทั้งนี้เพราะประเพณีเดิม ต้องการให้บุตรของตนเติบโตในชนบทเพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมพื้นเมืองที่แท้จริง นางอามีนะฮ์ ได้ถึงแก่กรรมเมื่อมูฮัมหมัดมีอายุได้ 6 ปี จากนั้น นายอับดุลมุฏเฏาะลิบ ผู้เป็นปู่ได้อุปการะมูฮัมหมัด แต่อีก 2 ปีต่อมาก็ถึงแก่กรรม ทำให้มูฮัมหมัดต้องอยู่ในความอุปการะของ นายอาบูฏอลิบ ผู้เป็นลุง เมื่อมูฮัมมัดมีอายุได้ 20 ปี กิตติศัพท์แห่งคุณธรรม และความสามารถในการค้าขายก็เข้าถึงหูของ คอดีญะหฺ เศรษฐีนีหม้ายผู้มีเกียรติจากตระกูลอะซัดแห่งเผ่ากุเรช นางจึงเชิญให้ท่านเป็นผู้จัดการในการค้าของนาง โดยให้ท่านนำสินค้าไปขายยังประเทศซีเรียในฐานะหัวหน้ากองคาราวาน ปรากฏผลว่าการค้าดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และได้กำไรเกินความคาดหมาย จึงทำให้นางพอใจในความสามารถ และความซื่อสัตย์ของท่านเป็นอย่างมาก เมื่ออายุ 25 ปี ท่านแต่งงานกับนาง คอดีญะหฺผู้มีอายุแก่กว่าถึง 15 ปี สิ่งแรกที่ท่านนบีมุฮัมมัด ได้กระทำภายหลังสมรสได้ไม่กี่วันก็คือการปลดปล่อยทาสในบ้านให้เป็นอิสระ ซึ่งน้อยนักจะมีผู้ทำเช่นนั้น ทั้งสองได้ใช้ชีวิตครองคู่กันเป็นเวลา 25 ปีมีบุตรีด้วยกัน 4 คน เมื่ออายุ 30 ปี ท่านได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหพันธ์ฟุดูล อันเป็นองค์การพิทักษ์สาธารณภัยประชาชน เพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน กิจการประจำวันของท่าน ก็คือ ประกอบแต่กุศลกรรม ปลดทุกข์ขจัดความเดือดร้อน ช่วยเหลือผู้ตกยาก บำรุงสาธารณกุศล

เมื่อมูฮัมหมัดอายุได้ 40 ปี มีฐานะดีขึ้น ต้องการหาความสงบเยือกเย็นทางใจ จึงได้ปลีกตนเข้าสมาธิที่ถ้ำฮิรอฮ์เป็นเวลาหลายวัน คืนหนึ่งเมื่อมูฮัมหมัดกำลังจำศีลภาวนาอยู่บนเขาฮรอฮ์และเพ่งสมาธิจิตอยู่ ได้ประสบการณ์ทางจิตขึ้นโดยมีญิบรออีล มาอยู่เฉพาะหน้าและบอกมูฮัมหมัดว่า อัลลอฮฺทรงแต่งตั้งให้มูฮัมหมัดเป็นศาสดาของพระองค์ แล้วคลี่ม้วนลิขิตออกมาให้ดู เมื่อมูฮัมหมัดอ่านได้ความแล้วญิบรออีลก็หายไป ครั้นมูฮัมหมัดได้สติแล้วก็เกิดสนเท่ห์ด้วยเกรงว่ามารมาล่อลวงจึงวิตกกังวล เวลาอีกครู่ต่อมาญิบรออีลได้มาปรากฏกายให้เห็นเป็นครั้งที่ 2 แล้วกล่าวว่า “จงลุกขึ้น” ตั้งแต่นั้นมามูฮัมหมัดก็หมดความสงสัย โดยเชื่อว่าตนเป็นศาสดาจึงทรงประกาศศาสนาเมื่อพระชนมายุได้ 40 พรรษา
จุดประสงค์ตอนแรกของการเผยแผ่ศาสนาของนบีมูฮัมหมัด
1.สอนให้ศรัทธาในอัลลอฮฺอย่งเที่ยงแท้องค์เดียว
2.สอนให้ประพฤติศีลธรรม จำศีลภาวนา
3.สอนให้บำเพ็ญจริยาวัตรนานัปการ
4.สอนให้มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ดิรัจฉาน
5.สอนให้มีความสุจริตและถือความเสมอภาคกันเป็นที่ตั้ง
6.สอนไม่ให้กล่าวโทษใคร
7.สอนให้ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากเป็นภารกิจประจำวัน
8.สอนไม่ให้เคารพบูชารูปปั้นต่างๆ ให้ทำลายรูปปั้นเหล่านั้น
9.สอนให้ตำหนิคนมั่งมีที่เห็นแก่ตัว

การประกาศศาสนา ได้เริ่มต้นที่ญาติมิตรใกล้เคียงก่อน แล้วเวลาต่อมาได้เผยแผ่ไปยังชาวเมืองมักกะฮฺ ธรรมที่นบีมูฮัมหมัดทรงสอน คือ ให้เคารพบูชาอัลลอฮฺเป็นพระเจ้าองค์เดียว ให้เลิกบูชารูปปั้นเทพเจ้าทั้งหลายที่เชื่อกันอยู่แต่เดิม และทรงสอนให้คนร่ำรววยมีความเมตตาต่อคนอนาถา ซึ่งทำให้ชาวเมืองบางส่วนโกรธแค้น

หลังจากที่นบีมูฮัมหมัดได้ทรงประกาศศสนาอยู่ 3 ปี พระองค์จึงเริ่มนำสาวกหลบหนีภัยคุกคามจากฝ่ายต่อต้านไปอยู่เมืองมะดีนะห์ ดังนั้นชาวเมืองจึงนับการอพยพครั้งนี้เป็นปีแห่งการเริ่มต้นศักราชฮิจเราะห์

นบีมูฮัมหมัดได้ทรงรวบรวมกำลังู้นับถือศาสนาอิสลาม แล้วทรงกรีธาทัพออกจากเมืองมะดีนะห์ไปทำสงครามกับพวกชนเผ่ากุเรชแห่งนครมักกะฮฺ ผลของสงคราม ก็คือ นบีมูฮัมหมัดทรงยึดนครมักกะฮฺได้พร้อมทั้งทรงรับสั่งให้ทำลายรูปปั้นที่ชาวเมืองเคารพบูชาอยู่เดิม และทรงเทศนาสั่งสอนให้นับถือศาสนาที่มีอัลลอฮฺเป็นพระเจ้าเพียงศาสนาเดียว แล้วทรงแต่งตั้งผู้ปกครองขึ้นใหม่ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงทรงยกทัพกลับเมืองมะดีนะห์ ครั้งนั้นปรากฏว่า นบีมูฮัมหมัดเป็นผู้มีเดชานุภาพแพร่ไปยังเมืองห่างไกลทั่วไป ทำให้อาณาจักรต่างๆส่งทูตมาขออ่อนน้อมขายอมรับนับถือศาสนาอิสลาม นบีมูฮัมหมัดไดนำกองทัพไปปราบปรามผู้ที่ขัดขีนแล้วทรงรวบรวมอาณาจักรต่างๆ เป็นอาณาจักรของชาวอาหรับในโลก

หลังจากนบีมูฮัมหมัดได้สิ้นพระชนม์ไป ทายาทของพระองค์ คือ เคาลิฟะฮ์ซึ่งมีอำนาจเต็มทั้งทางอาณาจักรและศาสนจักร ได้ทรงทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาอิสลามต่อไป เคาลิฟะฮ์องค์สำคัญ ในระยะแรกมีดังนี้
1.อะบูบักร์ เป็นเคาลิฟะฮ์องค์แรก ทรงริเริ่มขยายอำนาจในการทำสงครามแผ่ศาสนาอิสลามออกไปนอกดินแดนอาระเบีย
2.โอมา เป็นเคาลิฟะฮ์องค์ที่ 2 ทรงเริ่มทำสงครามแผ่ศาสนาอิสลามออกไปนอกดินแดนอาระเบีย และได้ผลสำเร็จอย่างยิ่งทำให้ อียิปต์ บาลิโลน นับถือศาสนาอิสลาม
3.โอธมา เป็นเคาลิฟะฮ์องค์ที่ 3 เริ่มเผยแผ่ศาสนาอิสลามโดยนำกองทัพมุสลิมไปปราบปรามอาณาจักรคามูล อาณาจักรฆาชะนี ดินดนบริเวณบอนข่าน ผลคือ ประชาชนในบริเวณนี้เปลี่ยนมานับถือศานาอิสลาม
4.อาลี เป็นเคาลิฟะฮ์องค์ที่ 4 เป็นบุตรเขยของนบีมูฮัมหมัด ทรงทำศึกสงครามกับมูอาวียา ซึ่งเป็นพระญาติของโอธมัน ผลคือ มูอาวียาได้ฆ่าอาลี แล้วจึงเป็นเคาลิฟะฮ์องค์ต่อไปโดยตั้งเป็นราชวงศ์โอมายัดขึ้น

นิกายในศาสนาอิสลาม

  1. ซุนนี เป็นนิกายที่ใหญ่ที่สุดในอิสลาม ท่านนบีมูฮัมหมัดเป็นผู้ให้กำเนิดนิกายนี้ ผู้ที่นับถือนิกายนี้จะเรียกตนเองว่า สะละพีย์ นิกายนี้เคร่งครัดในแนวทางปฏิบัติตามคัมภีร์อัลกุรอ่าน ยึดตามวจนะของท่านศาสดา เคารพต่อเคาลีฟะฮ์ 4 องค์แรก และใช้หมวกสีขาวเป็นสัญลักษณ์ ประเทศที่นับถือ ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย
  2. ซีอะห์ มีความแตกต่างจากซุนนีย์ในเรื่องผู้นำสูงสุดหรือตัวแทนท่านนบีมูฮัมหมัดว่าต้องการมาจากการแต่งตั้งของอัลลอฮฺ และท่านนบีมูฮัมหมัดเท่านั้น มีการแยกตัวออกมาเพราะปัญหาทางการเมือง จึงเรียกผู้นำสูงสุดทางศาสนาว่า อิหม่าม ผู้ที่ให้กำเนิดนิกายนี้คือศิษย์ของเคาลีฟะฮ์อาลี มีหลักปฏิบัติทั่วไปเหมือนนิกายอื่นๆ ใช้หมวกสีแดงเป็นสัญลักษณ์ ประเทศที่นับถือคือ อิรัก อิหร่าน เยเมน อินเดีย
  3. วาฮาบี ผู้ให้กำเนิดนิกายนี้คือ โมฮัมหมัด อิบนี อับดุล วาฮับ เน้นการปฏิบัติตามพระคัมภีร์และวจนะของศาสดา ไม่ยอมรับการตีความในเรื่องศาสดาของอิหม่ามคนใดๆ ไม่มีการฉลองวันประสูติของศาสดา ห้ามใช้ของฟุ่ยเฟือย ประเทศที่นับถือนิกายนี้คือ บางประเทศในตะวันออกกลาง อินเดีย แอฟริกา
  4. ฆราริจ ผู้ให้กำเนิดนิกายนี้คือ กลุ่มคนที่ต่อต้านเคาลิฟะฮ์อาลี จึงเสนอให้มีการเลือกตั้งเคาลีฟะฮ์โดยเสรี นิกายนี้มีความคิดรุนแรงที่ว่าบุคคลใดกระทำผิดและฝ่าฝืนบทบัญญัติของศาสนา จะต้องพ้นจากการเป็นมุสลิมทันที
  5. อิสมาอีลลี คนที่นับถือนิกายนี้จะเรียกตนเองว่า อิสมาอีลีย์ ผู้ให้กำเนิดนิกายนี้คือ อิสมาอีล ประมุขของนิกายนี้ เรียกว่า อากาข่าน การนับถือและความเชื่อคล้ายนิกายชีอะห์ ต่างกันตรงที่อิหม่ามไม่จำเป็นต้องแสดงตัว ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ มุสลิมจะติเตียนผู้นำศาสนาตนไม่ได้ ประเทศที่นับถือนิกายนี้คือ อียิปต์ เยเมน อินเดีย
  6. ซูฟี การนับถือและความเชื่อในนิกายนี้ เป็นการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ โดยการสวดอธิษฐานขอบคุณพระเจ้า ไม่ยึดพิธีกรรมที่ไม่เป็นประโยชน์ บำเพ็ญสมาธิให้เกิดปัญญา ประเทศที่นับถือนิกายนี้คือ อิรัก ตุรกี อัฟกานิสถาน

หลักธรรมที่สำคัญ

หลักศรัทธา 6 ประการ
1.ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าเพีงองค์เดียว
2.ศรัทธาในเทวทูตของพระเจ้า เรียกว่า มลาอีกะฮฺ
3.ศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอ่าน
4.ศรัทธาในบรรดาศาสนทูต
5.ศรัทธาในวันพิพากษา
6.ศรัทธาในการกำหนดแห่งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ร้ายว่าเป็นไปตามสภาวการณ์

หลักปฏิบัติ 5 ประการ
1.การปฎิญาณตน
2.การละหมาดวันละ 5 เวลา
3.การถือศีลอดในเดือนรอมาฎอน
4.การบริจาคทรัพย์ (ซะกาฮฺ) มีจุดมุ่งหมายลดความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัว ลดช่องว่างทางสังคม
5.การประกอบพิธีฮัญจ์ ที่เมืองเมกะ

ข้อห้ามทางศาสนา
1.ห้ามนำสิ่งใดมาเทียบเคียงอัลลอฮฺ
2.ห้ามกราบไหว้บูชารูปปั้น วัตถุ ต้นไม้ ฯลฯ
3.ห้ามเชื่อเรื่องดวง ดูหมอ ดูลายมือ เล่นเครื่องรางของขลัง
4.ห้ามเล่นการพนันทุกชนิด
5.ห้ามกินสัตว์ที่ตายเอง สัตว์มีโรค ห้ามกินหมู สัตว์ที่เชือดโดยมิได้กล่าวนามอัลลอฮฺ
6.ห้ามเสพสิ่งมึนเมาทุกชนิด
7.ห้ามผิดประเวณีกับหญิงใด
8.ห้ามฆ่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
9.ห้ามประกอบอาชีพที่ไม่ชอบด้วยศีลธรรม
10.ห้ามบริโภคอาหารที่หามาได้โดยไม่ชอบธรรม
11.ห้ามกักตุนสินค้าจนราคาขึ้นสูง
12.ห้ามกระการใดๆ ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ตนเอง เพื่อนบ้าน และสังคมประชาชาติ
13.ห้ามกินดอกเบี้ย

จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาอิสลาม

ศาสนาอิสลามมีจุดหมายปลายทางของชีวิตอันเป็นความสุขนิรันดร คือ สวรรค์การได้ไปอยู่กับพระออัลลอฮฺในสรวงสวรรค์

สัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม

ศาสนาอิสลามมีกำเนิดในตะวันออกกลางประชาชนในดินแดนทะเลทรายที่ร้อนระอุนั้นอาศัยดวงดาวเป็นเครื่องนำทางของพวกเขา แสงจันทร์ให้ความสว่างแก่การเดินทาง ดังนั้นศาสนาอิสลามนำทางและให้ความสว่างในการเดินทางชีวิตของผู้ที่ศรัทธาในศาสนาอิสลาม

ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู

ศาสนาพราหมณ์–ฮินดู เป็นศาสนาเกิดที่ดินแดนชมพูทวีปก่อนพุทธศาสนา ซึ่งไม่ปรากฏแน่ชัดว่าใครเป็นศาสดา มีคัมภีร์ศาสนาเรียกว่า พระเวท มีพัฒนาการสืบต่อยาวนาน นับจากลัทธิพราหมณ์ จนถึงยุคที่เรียกว่าศาสนาฮินดู ศาสนานี้นับถือเทพเจ้าหลายองค์ เรียกว่า "พหุเทวนิยม"

ที่มาของศาสนา

ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ได้วิวัฒนการสืบทอดกันมาตามลำดับ ช่วงเวลาที่ยังเป็นศาสนาพราหมณ์อยู่นั้นในสมัยพระพุทธกาล ครั้นกาลล่วงมาถึงสมัยหลังพระพุทธกาลศาสนาพราหมณ์ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นศาสนาฮินดู
แบ่งออกเป็น 2 สมัย

1.สมัยพระเวท
ชาวอารยันได้พัฒนาการนับถือเทพเจ้าให้มีระเบียบแบบแผนยิ่งขึ้น มีพิธีกรรมต่างๆมากมาย และมีความวิจิตรพิสดารมากขึ้น พราหมณ์ผู้ทำพิธีได้รับการยกย่องมากยิ่งขึ้น ในฐานะที่เป็นผู้ที่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ คัมภีร์พระเวทมี 3 หมวด จึงเรียกว่า ไตรเวทหรือไตรเพทต่อมามีการแต่งเพิ่มอีกหนึ่งคัมภีร์ คือ อาถรรพเวท ในสมัยนี้พระอินทร์ ซึ่งเป็นเทพแห่งพายุและสงคราม มีอาวุธประจำกายคือฟ้าผ่า เป็นเทพที่โปรดปรานงานเลี้ยงและการดื่นน้ำโสม สมัยพระเวทได้แบ่งเทพเจ้าเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 11 องค์ดังนี้
-เทพเจ้าบนพื้นโลก
-เทพเจ้าในอากาศ
-เทพเจ้าบนสวรรค์

2.สมัยพราหมณ์
เป็นสมัยที่วรรณะพราหมณ์เรืองอำนาจ มีอิทธิพลเหนือวรรณะอื่นๆ เพราะเป็นผู้มีอำนาจผูกขาดในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ คนในวรรณะอื่นไม่มีโอกาสได้ศึกษาคัมภีร์พระเวท การที่พราหมณ์ได้รับการยกย่องสูงทำให้พวกพราหมณ์หลงอำนาจ มองคนในวรรณะอื่นต่ำกว่าตน พวกพราหมณ์ยกย่องพระศิวะและพระนารายณ์ให้มีศักดิ์เสมอพระพรหม เรียกว่า ตรีมูรีติ ในสมัยนี้เชื่อว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งในจักรวาล พระพรหมได้สร้างมนุษย์โดยแบ่งภาคจากพระองค์
-พวกพราหมณ์เกิดจากปากของพระพรหม มีหน้าที่สั่งสอน
-พวกกษัตริย์เกิดจากแขนของพระพรหม มีหน้าที่รบ
-พวกแพศย์เกิดจากสะโพกของพระพรหม มีหน้าที่ทำงานหนัก
-พวกศูทรเกิดจากเท้าของพระพรหม มีหน้าที่รับใช้วรรณะอื่น

ที่มาของศาสนาฮินดู

ศาสนาพราหมณ์ได้รุ่งเรืองเป็นลำดับ กระทั่งประมาณปี พ.ศ.700 จึงเข้าสู่ยุคใหม่เรียกว่า ยุคระบบทั้งหก ได้แก่

  1. นยายะ ตั้งขึ้นโดยเคาตมะมีลักษณะเป็นตรรกวิทยาขั้นสูง เชื่อว่าอาจบรรลุได้โดยอาศัยการคิดอย่างมีเหตุผลทุกขั้นตอน
  2. ไวเศษิกะ ตั้งขึ้นโดยคณาทะ จัดเป็นคู่กับนยายะ ปรัชญาทรรศนะนี้แบ่งสิ่งต่างๆ ในโลกออกเป็นสัจธรรม 9 ประเภท
  3. สางขยะ กปิละเป็นผู้สถาปนาขึ้น โดยแบ่งโลกออกเป็น 25 ชนิด โดยจำแนกทั้ง 25 ชนิด ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ สสารและวิญญาณ
  4. โยคะ เป็นคู่กับสางขยะ ปตาญชลิเป็นผู้ตั้งขึ้น เน้นวิธีปฏิบัติให้หลุดพ้นโดยการดับทุกข์ทางจิต
  5. มีมางสา ไซมินิ เป็นผู้คิดค้นปรัชญานี้ขึ้น เป็นปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับการตีความพิธีกรรมและคัมภีร์พระเวท
  6. เวทานตะ ตั้งขึ้นโดยพราทรายณะ เป็นปรัชญาที่ว่าด้วยการสืบค้นหาพรหม มีอิทธิพลจากอภิปรัชญาของอุปนิษัทอย่างชัดเจนที่สุด
    ปรัชญาของเวทานตะกล่าวถึงพรหมว่าย่อมมีหนึ่งเดียว สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกล้วนเกิดมาแต่พรหม ที่เรามองเห็นว่ามีรูปและนามต่างๆ นั้น ล้วนเป็นมายาของพรหม แท้ที่จริงแล้วทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งเดียวกันคือ อาตมันอันเกิดจากพรหม

ความเชื่อในศาสนาฮินดู

  1. ความเชื่อในอมตภาพของวิญญาณ
  2. ความเชื่อในกรรมและการเกิดใหม่
  3. การตั้งข้อบังคับของวรรณะ
  4. เทพเจ้าอวตารลงมาเป็นวีรบุรุษ
  5. ตรีมูรติ

พระพรหม
พระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก ในแนวคิดยุคแรกๆ พระพรหมมีลักษณะที่ไม่มีตัวตน แต่ครั้นเวลาต่อมา พวกพราหมณ์ได้พบข้อบกพร่องว่า เมื่อพระพรหมไม่มีตัวตน ประชาชนเคารพบูชาไม่ได้ พวกพราหมณ์จึงได้กำหนดให้พระพรหมมีตัวตน มี 4 พักตร์ สามารถมองดูได้ทั่วทิศ พาหนะประจำพระพรหม คือ หงส์ โลกที่พระพรหมทรงสร้างกำหนดอายุขัย เมื่อครบกำหนดขัยก็มีการล้างโลกแล้วสร้างโลกขึ้นมาใหม่ ระยะเวลาระหว่างเริ่มสร้างโลก โลกตั้งอยู่และโลกพินาศไป เรียกว่า กัลป์ กัลป์หนึ่งกินเวลา 4 ยุค
1.กฤตยุค เป็นยุคที่สัจธรรมสมบูรณ์ มีความดีอยู่ทั่วไป
2.ไตรดายุค เป็นยุคที่สัจธรรมเสื่อมลงหนึ่งในสี่
3.ทวาปรยุค เป็นยุคที่สัจธรรมเสื่อลงครึ่งหนึ่ง
4.กลียุค เป็นยุคที่สัจธรรมเสื่อมลงเหลือเพียงหนึ่งในสี่

พระศิวะ
เป็นเทพที่จะคอยขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ห่างไกล และทำให้เกิดความดีงามเป็นศิริมงคลเกิดขึ้น ผู้ที่มีความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นในทางใด หากบวงสรวงบูชา ขอพรให้พ้นทุกข์ พระศิวะก็จะประทานพรให้ผู้นั้นได้พ้นจากห้วงแห่งทุกข์ มีพระชายาชื่อ พระอุมาเทวี พาหนะประจำพระองค์คือ โคสีขาว

พระนารายณ์
มีหน้าที่คุ้มครองดแลลทั้ง 3 โลก รูปร่างลักษณะมีพระวรกายจะมีสีเปลี่ยนไปตามยุค ฉลองพระองค์ดั่งกษัตริย์ มีมงกุฎทอง อาภรณ์สีเหลือง มี 4 กร ถือ สังข์ จักร ตรี คฑา โดยมีพระชายา คือ พระลักษมีมหาเทวี คอยเฝ้าดูแลอยู่ข้างๆเสมอ พาหนะ คือ พญาครุฑ พระนารายณ์จะอวตารลงมาจากสวรรค์และเกิดเป็นสัตว์หรือมนุษย์ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือโลกเรียกว่า นารายณ์อวตาร จำนวน 10 ปาง

นิกายในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู

  1. นิกายพรหม เป็นนิกายดั้งเดิมและเก่าแก่ที่สุด ถือว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหมด
  2. นิกายไวษณวะ เป็นนิกายที่บูชาพระวิษณุหรือพระนารายณ์ เชื่อการอวตารหรือการลงมาเกิดเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ เช่น การอวตารลงเป็นพระรามใน มหากาพย์รามายณะ เป็นพระกฤษณะในคัมภีร์ภควัทคีตา และเป็นพระพุทธเจ้า หน้าที่ของพระนารายณ์ไม่ใช่เพียงรักษาโลกให้ดารงอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สร้างและผู้ทาลายโลก อีกด้วย นิกายนี้จึงเป็นเอกนิยม นับถือพระวิษณุเพียงองค์เดียว ยุบเอาลักษณะและความเชื่อในพระเจ้าทั้ง 3 มารวมไว้ในพระวิษณุองค์เดียว แยกออกเป็นนิกายย่อยอีก 3 นิกาย คือ
    1.นิกายรามานุช
    2.นิกายมาธวะ
    3.นิกายวัลลภะ
  3. นิกายไศวะ นิกายนี้ถือว่า พระศิวะเป็นผู้สร้างโลก เป็นแก่นแท้ของจักรวาล การนับถือของนิกายนี้มี 2 ลักษณะ คือ
    1.นับถือและบูชาลิงคะ หรือ ศิวลึงค์ คือ เครื่องหมายเพศบุรุษ เป็นเครื่องแทนพระศิวะในฐานะเป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง
    2.นับถือและบูชาโคนันทิ ซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะ เป็นผู้ให้น้านมและเนื้อแก่มนุษย์ เปรียบเหมือนเป็นมารดาของคนอินเดีย เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ภายหลังแตกแยกออกเป็นนิกายย่อยใหญ่ๆ 2 นิกาย คือ นิกายกาศมีรไศวะ หรือ กัษมีไศวะ และ นิกายสิงคายัค
  4. นิกายศักติ คำว่า ศักติ แปลว่า ความสามารถ อานาจ พลัง ความสูงส่ง บุคคลผู้มีพลัง ดังกล่าวคือเทวีหรือเทพเจ้าผู้หญิง นิกายนี้จึงนับถือมเหสีของมหาเทพทั้ง 3 องค์ การนับถือศักติหรือมหาเทวีไม่ได้แยกออกเป็นนิกายเอกเทศ แต่แฝงอยู่ในนิกายไศวะ และไวษณวะนั่นเอง กล่าวคือ ในนิกายไศวะก็นับถือพระชายาของพระศิวะซึ่งมีเพียงองค์เดียวแต่มีหลายชื่อ ส่วนนิกายไวษณวะก็นับถือพระนางลักษมีซึ่งเป็นพระชายาของ พระวิษณุหรือพระนารายณ์ นิกายที่นับถือพระพรหมก็นับถือพระนางสรัสวดีซึ่งเป็นมเหสีของพระพรหม แต่โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่จะนับถือพระนางอุมายิ่งกว่าเทพีองค์อื่นๆ เพราะ พระนางเป็นมเหสีของพระศิวะซึ่งเป็นเทพเจ้าที่คนเกรงกลัว

คัมภีร์ทางศาสนา

คัมภีร์ศุรติ

ศรุติ แปลตามรูปศัพท์ว่า ได้ยิน ได้ฟัง ได้แก่ คัมภีร์ที่ถือว่าได้ยินได้ฟังมาจากพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง ไม่มีผู้แต่ง เป็นสัจธรรมที่มีความจริงแท้ เพราะเป็น คาสอนของพระเจ้า เป็นประมวลความรู้ต่างๆอันเป็นความรู้ทางศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นบทสวดสรรเสริญอ้อนวอน พิธีกรรมเพื่อการบูชาพระเจ้า เวทมนต์คาถา และกวีนิพนธ์ อันไพเราะ บันทึกด้วยภาษาสันสกฤต เรียกว่า คัมภีร์พระเวท แบ่งออกเป็น 4 คัมภีร์หรือหมวด เรียกว่า สังหิตา คือ
1) ฤคเวท เป็นคัมภีร์เก่าแก่ที่สุด เป็นบทสวดหรือมนต์สรรเสริญอ้อนวอน พระผู้เป็นเจ้า บทสวดในคัมภีร์ฤคเวทเป็นบทร้อยกรอง
2) ยชุรเวท เป็นคัมภีร์ที่เป็นคู่มือประกอบพิธีกรรมของพราหมณ์ ซึ่งเป็นบท ร้อยแก้วที่อธิบายวิธีการประกอบพิธีกรรม บวงสรวงและการทาพิธีบูชายัญ
3) สามเวท เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมบทสวดมนต์ ซึ่งเป็นบทร้อยกรอง ใช้สาหรับสวดในพิธีถวายน้าโสมและขับกล่อมเทพเจ้า
4) อาถรรพเวท เป็นคัมภีร์ที่แต่งขึ้นใหม่ในปลายสมัยพราหมณ์ เป็นคาถาอาคมมนต์ขลังศักดิ์สิทธิ์ สาหรับทาพิธีขับไล่เสนียดจัญไร และอัปมงคลให้กลับมาเป็นมงคล นาความชั่วร้ายไปบังเกิดแก่ศัตรู
คัมภีร์พระเวท แม้จะมีจานวน 4 เล่ม แต่ก็เรียกว่า ไตรเพทหรือไตรเวท เพราะพวกพราหมณ์ได้แต่งคัมภีร์อาถรรพเวท ขึ้นมาในภายหลังยุคพระเวท

คัมภีร์สมฤติ

สมฤติ แปลตามรูปศัพท์ว่า สิ่งที่จาไว้ได้ จึงเป็นคัมภีร์ที่จดจาและถ่ายทอดกันสืบต่อมา ได้แก่ คัมภีร์ที่ปราชญ์ทางศาสนาได้แต่งขึ้นเพื่ออธิบายเนื้อหา และ สนับสนุนให้การศึกษาคัมภีร์พระเวทเป็นไปโดยถูกต้อง

หลักธรรมที่สำคัญของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู

อาศรม 4

บัญญัติวิถีชีวิตสาหรับบุคคลที่จะเป็นพราหมณ์โดยสมบูรณ์ โดยกาหนดเกณฑ์อายุคนไว้ 100 ปี แบ่งช่วงของการใช้ชีวิตไว้ 4 ตอนๆ ละ 25 ปี ช่วงชีวิตแต่ละช่วงเรียกว่า อาศรม หรือ วัย มี 4 ขั้นตอน ดังนี้
1) ขั้นพรหมจรรย์ ในขั้นตอนนี้ เด็กชายในตระกูลพราหมณ์ กษัตริย์และไวศยะที่มีอายุครบ 8 ปีจะต้องเข้าพิธีอุปานยัน คือ ให้พราหมณ์ผู้ทรงคุณวุฒิสวมสายธุรา หรือยัชโญปวีต เป็นการประกาศตนเป็นพรหมจารี เป็นการประกาศตนว่าเป็นนักเรียน หรือแปลตามศัพท์ว่าผู้มีความประพฤติประเสริฐ จนอายุครบ 25 ปี พรหมจารีมีหน้าที่ดังนี้
(1) ตั้งใจเรียนวิชาการในวรรณะของตน
(2) เชื่อฟังและปฏิบัติตามคาสั่งสอนของครูอาจารย์
(3) ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศ
(4) ไม่คบกับเพศตรงกันข้าม
(5) เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วต้องทำพิธีเกศานตสันสกา (ตัดผม) และพิธี คุรุทักษิณามอบสิ่งตอบแทนครูอาจารย์
2) ขั้นคฤหัสถ์ ในขั้นตอนนี้ พรหมจารีผู้ผ่านอาศรมที่ 1 แล้ว ก็กลับมาสู่บ้านของตน ช่วย พ่อ-แม่ทางาน แต่งงานเป็นหัวหน้าครอบครัว ประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัว ทาการบูชาเทวดาทุกเช้าค่า ชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของเทพเจ้า จึงต้องกระทาแต่สิ่งที่ดีงาม อยู่ในช่วงอายุ 26-50 ปี
3) ขั้นวานปรัสถ์ ในขั้นตอนนี้ คฤหัสถ์ผู้ต้องการแสวงหาความสงบสุขทางใจ ก็จะออกจากครอบครัวไปอยู่ในป่าบาเพ็ญสมาธิ โดยอาจจะกลับมาสู่ครอบครัวอีกก็ได้ อยู่ในช่วงอายุ 51-75 ปี
4) ขั้นสันยาสี ในขั้นตอนนี้ พราหมณ์ที่ปรารถนาความหลุดพ้น เรียกว่า โมกษะ จะออกจากครอบครัวไปอยู่ป่า ออกบวช เพื่อปฏิบัติธรรมขั้นสูง และไม่กลับมาสู่โลกียวิสัยอีกเลย เมื่อบวชแล้วจะสึกไม่ได้ บาเพ็ญสมาธิแสวงหาความหลุดพ้น อยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 76 ปีขึ้นไป

หลักปุรุษารถะ หรือประโยชน์ 4 

สอนจุดมุ่งหมายของชีวิตไว้ 4 ประการ ได้แก่
1. อรรถ หมายถึง การสร้างทรัพย์สมบัติเป็นการสร้างฐานะให้มั่นคง
2. กาม หมายถึง การแสวงหาความสุขในทางโลกตามวิสัยของผู้ครองเรือน
3. ธรรม หมายถึง หลักศีลธรรมหรือระเบียบปฏิบัติของคนในสังคม
4. โมกษะ หมายถึง เป็นอุดมคติและคุณค่าสูงสุดในชีวิต เป็นการปฏิบัติตนให้ถึงการหลุดพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง

หลักปรัชญาภควคีตา

หมายถึง "บทเพลงแห่งพระเป็นเจ้า" เป็นชื่อคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่เล่าเรื่องโดย ฤๅษีกฤษณะ ไทวปายนะ วยาส โดยฤาษีตนนี้ ได้เล่าเรื่องราวของมหาภารตะให้แก่ พระพิฆเนศ และพระพิฆเนศก็ได้จดจาร บันทึกไว้เป็นตัวอักษร ก่อเกิดเป็นมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวฮินดูใช้ปฏิบัติกันจวบจนปัจจุบัน  มหาภารตะ เป็นมหากาพย์ที่ยาวที่สุดในโลก แต่งเป็นกาพย์มี 700บท โศลกรูปเรื่องแต่งเป็นการสนทนาระหว่างบุคคล 2 บุคคล คือ พระอรชุน กับ พระกฤษณะ

หลักธรรม 10 ประการ

1.ธฤติ ได้แก่ ความมั่นคง ความกล้า ความพอใจ ความสุข ซึ่งเป็นผลมาจากความพากเพียร
2.กษมา ได้แก่ อดทน โดยยึดหลักความเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง
3.ทมะ ได้แก่ ความข่มใจในกิเลส
4.อัสเตยะ ได้แก่ การไม่ลักขโมย
5.เศาจะ ได้แก่ การทำตนให้บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ
6.อินทรีย์นิครหะ ได้แก่ การระงับประสาทสัมผัสทั้ง 10 ประเภท ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง มือ เท้า ทวารหนัก ทวารเบา และลำคอ ไม่ให้เกิดกิเลส
7.ธี ได้แก่ การมีปัญญา มีสติ
8.วิทยา ได้แก่ ความรู้ทางปรัชญา
9.สัตยะ ได้แก่ ความซื่อสัตย์ต่อกันและกัน
10.อโกธะ ได้แก่ ความไม่โกรธ

หลักปรมันต์และโมกษะ

หลักปรมันต์ ปรมาตมัน บางครั้งเรียกว่า พรหมัน ปรมาตมันกับพรหมจึงเป็นสิ่งเดียวกัน มีฐานะเป็นวิญญาณดั้งเดิมหรือความจริงสูงสุดของโลกและสรรพสิ่ง ในโลก เพราะสรรพสิ่งมาจากปรมาตมันหรือพรหมัน ดารงอยู่ และในที่สุดก็จะกลับคืนสู่ ความเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมันหรือพรหมัน ปรมาตมันหรือพรหมัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง ไม่มีรูปร่างปรากฏ มีอยู่ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นศูนย์รวมแห่งวิญญาณทั้งปวงเป็นความจริงแท้หรือสัจธรรมเพียงสิ่งเดียว ส่วนโลกและสรรพสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงมายาหรือภาพลวงตาที่มีอยู่เพียงชั่วครั้งคราวเท่านั้น
หลักโมกษะ วิญญาณเป็นอมตะจึงไม่ตายตามร่างกาย การตายเป็นเพียงวิญญาณออกจากร่างกาย เพราะร่างกายเดิมไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ วิญญาณก็จะไปถือเอาร่างใหม่ หรือที่เรียกว่า เกิดใหม่ ดุจคนสวมเสื้อผ้าที่เก่าคราคร่า ไปหาชุดใหม่สวมใส่ เรียกว่า สังสารวัฏ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่าไปตราบที่ยังไม่บรรลุความหลุดพ้น หรือโมกษะ ชาวฮินดูเชื่อว่า โมกษะเป็นจุดหมายสูงสุดของชีวิต ผู้เข้าถึงโมกษะจะไปอยู่กับพระพรหม ชั่วนิรันดร ไม่ต้องมาเวียนว่าย ตายเกิดอีกต่อไป การปฏิบัติเพื่อบรรลุโมกษะนั้น มีหลักปฏิบัติ 4 ประการ คือ
1) กรรมมรรค (กรรมโยคะ) คือ การปฏิบัติด้วยการประกอบการงานตามหน้าที่ด้วยความขยันขันแข็ง แต่ทางานด้วยจิตใจสงบ ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ผู้ปฏิบัติเรียก กรรมโยคิน
2) ชยานมรรค (ชยานโยคะ) คือ การปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงว่าว่า ปรมาตมันเป็นสิ่งเดียวที่มีอยู่ วิญญาณที่มีอยู่ในแต่ละบุคคล (ชีวาตมัน) เป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันกับปรมาตมันหรือวิญญาณสากล
3) ภักติมรรค (ภักติโยคะ) คือ ความจงรักภักดีต่อเทพเจ้าที่ตนเคารพนับถือ ผู้ปฏิบัติเรียกว่า ภักติโยคิน
4) ราชมรรค (ราชโยคะ) คือ การปฏิบัติเกี่ยวกับการฝึกทางใจ บังคับใจให้อยู่ในอานาจด้วยการบาเพ็ญโยคะ ผู้ปฏิบัติเรียกว่า ราชโยคิน

พิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู

พิธีสังสการ

เป็นพิธีกรรมที่คนในวรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์และวรรณะไวศยะจะต้องทาโดยมีพราหมณ์หรือนักบวชเป็นผู้ทาพิธี จานวน 12 ประการ คือ
1) ครรภาธาน เป็นพิธีที่จัดขึ้นเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ถัดจากวันวิวาห์
2) ปุงสวัน เป็นพิธีปฏิบัติต่อเด็กในครรภ์ที่เข้าใจว่าเป็นเพศชาย
3) สีมันโตนยัน เป็นพิธีตัดผมหญิงมีครรภ์ เมื่อตั้งครรภ์ได้ 4, 6 หรือ 8 เดือน
4) ชาตกรรม พิธีคลอดบุตร
5) นามกรรม พิธีตั้งชื่อเด็ก ในวันที่ 12 หรือ 14 ถัดจากวันคลอด
6) นิษกรมณ พิธีนาเด็กออกไปดูแสงอาทิตย์ยามเช้า เมื่ออายุได้ 4 เดือน
7) อันนปราศัน พิธีป้อนข้าวเด็ก เมื่ออายุได้ 7 เดือนหรือ 8 เดือน
8) จูฑากรรม พิธีโกนผมไว้จุก เมื่ออายุได้ 3 ขวบ
9) เกศานตกรรม พิธีตัดผม ถ้าเป็นวรรณะพราหมณ์ตัดเมื่ออายุ 16 ปี ถ้าวรรณะกษัตริย์ ตัดเมื่ออายุ 22 ปี ถ้าวรรณะพราหมณ์ตัดเมื่ออายุ 24 ปี
10) อุปานยัน พิธีเข้ารับการศึกษา พวกวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ จะต้องทาพิธีเข้ารับการศึกษา และเมื่ออาจารย์ในสานักนั้นๆ รับเด็กไว้แล้วก็จะสวมสายธุรา หรือยัชโญปวีต ผู้ที่ได้สวมสายนี้แล้วก็เรียก ว่า ทวิชหรือทิชาชาติ ได้แก่ เกิด 2 ครั้ง คือครั้งแรกเกิดจากครรภ์มารดา และครั้งที่ 2 เกิดจากการสวมสายยัชโญปวีต ส่วนพวกศูทรและจัณฑาลเป็นเอกชาติ คือ เกิดครั้งเดียวไม่อาจเป็นทวิชาติได้
11) สมาวรรตน์ พิธีกลับบ้าน จัดขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มสาเร็จการศึกษาและเตรียมตัวกลับบ้าน
12) วิวาหะ พิธีแต่งงาน
พิธีสังสการทั้ง 12 ประการ ถ้าเป็นผู้หญิงห้ามทาพิธีอุปานยันอย่างเดียว นอกนั้นทาได้หมด และห้ามสวดคัมภีร์พระเวท เพราะเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สงวนเฉพาะผู้ชาย และคนบางวรรณะเท่านั้น

พิธีศราทซ์

เป็นพิธีทาบุญอุทิศให้มารดาบิดา หรือบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ในเดือน 10ตั้งแต่วันแรม 1ค่า ถึงวันแรม 15 ค่า การทาบุญอุทิศนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บิณฑะ

พิธีบูชาเทวดาหรือบูชาเทพเจ้า

ผู้ที่เกิดในวรรณะสูงสมัยก่อนได้บูชาพระศิวะและพระวิษณุ เป็นต้น เวลาต่อมาเกิดลัทธิอวตารขึ้น มีการบูชาพระกฤษณะและพระรามขึ้นอีก แต่บุคคลในวรรณะต่ามักถูกกีดกันมิให้ร่วมบูชาเทพเจ้าของบุคคลในวรรณะสูง ดังนั้น บุคคลในวรรณะต่าจึงต้องสร้างเทพเจ้าของตนเองขึ้น เช่น เจ้าแม่กาลี เทพลิง เทพงู เทพเต่า รุกขเทพ เทพช้าง เป็นต้น การทาพิธีบูชานั้นก็มีความแตกต่างกันออกไปตามวรรณะ แต่บุคคลในวรรณะสูงมีพิธีในการบูชาพอจะกาหนดได้ ดังนี้
1) สวดมนต์ภาวนา สนานกาย ชาระและสังเวยเทวดาทุกวัน สาหรับผู้เคร่งครัดในศาสนาต้องทาเป็นกิจวัตร ส่วนพวกที่ได้รับการศึกษาแผนใหม่มักไม่ค่อยปฏิบัติกัน
2) พิธีสมโภช ถือศีล และวันศักดิ์สิทธิ์ เช่น ลักษมีบูชา วันบูชาเจ้าแม่ลักษมี สรัสวดีบูชา วันบูชาเจ้าแม่สรัสวดี ทุรคาบูชา วันบูชาเจ้าแม่ทุรคา เป็นต้น ซึ่งอาจแตกต่างกันออกไปในแต่ละนิกายและท้องถิ่น
3) การไปนมัสการบาเพ็ญกุศลตามเทวาลัยต่างๆ เพื่อแสดงความเคารพเทพเจ้าที่ตนนับถือ

จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู

ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู มีจุดหมายปลายทางสูงสุดของชีวิต อันเป็นความสงบสุขนิรันดรและแท้จริง คือ ความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระพรหม หรือ ปรมาตมัน

สัญลักษณ์ของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู

สัญลักษณ์ของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู คือ เครื่องหมายอันเป็นอักษรเทวนาครี ที่อ่านว่า โอม คำว่า โอม เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู อันหมายถึง ตรีมูรติ หรือพระเจ้าทั้ง 3 คือ อักษร อ. แทน พระศิวะ อักษร อุ แทน พระวิษณุ อักษร ม. แทน พระพรหม เพราะฉะนั้น อ+อุ+ม เท่ากับ โอม ชาวฮินดูไม่ว่าจะประกอบพิธีกรรมใด จะเริ่มต้นการสวดต้องเอ่ยคำว่า โอม ก่อน เพราะถือว่าเป็นคำศักดิ์สิทธิ์